มทร.ธัญบุรี จับมือเจเอสพี เดินหน้าวิจัยกัญชา

   เวลา 09.30 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กับ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แบบครบวงจร โดยมีนายวิรัช โหตระไวศยะ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นประธานการบันทึกข้อตกลงร่วมมือศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการคัดสายพันธุ์ ทดลองปลูกจริงบนพื้นที่ 60 ไร่ เพื่อคัดสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยมาวิจัยร่วมกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยราชมงคลธัญบุรีเพื่อทำยาตำรับแผนโบราณ จนกระทั่งทำการผลิตเป็นยาสมุนไพร ที่โรงงานเภสัชอุตสาหกรรมเจเอสพี ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของภาควิชาการและภาคเอกชน คาดว่าจะใช้เวลาวิจัยร่วมกัน 3 ปี เพื่อให้ได้ยาสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย
   นายสิทธิชัย  แดงประเสริฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการพัฒนาสายพันธุ์  ไปจนถึงการผลิตเป็นยาสมุนไพรที่สามารถนำออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง เนื่องจากบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตยาเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันมีโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบัน และยาแผนโบราณมาตรฐาน GMP PIC/s รวมถึงโรงงานผลิตอาหารเสริม มาตรฐาน GMP อีกทั้งมีบุคลากรแพทย์แผนไทย เภสัชกรแผนไทย เภสัชแผนปัจจุบัน  นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อขายในประเทศและเพื่อการส่งออก  นอกจากนี้ บริษัทฯยังให้ใช้พื้นที่ของโรงงานเป็นแปลงทดลองปลูกกัญชา โดยอาศัยองค์ความรู้จากต้นแบบของคณะเกษตร และวิทยาลัยแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  คาดว่าการลงทุนทำ Smart Farm เพื่อการปลูกกัญชา มีเป้าหมายผลิต ดอกกัญชาแห้งได้ 20 กิโลกรัมต่อเดือนในปีแรก เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบ ในการทำวิจัยยาสมุนไพร และสารสกัดบริสุทธิ์สูง  การลงนามครั้งนี้ยังก่อให้เกิดความร่วมมือกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยราชมงคลธัญบุรีเรื่องการทำยาตำรับ ซึ่งจะคัดเลือก 5 ตำรับยาสมุนไพรสำหรับการทดลองผลิตในระดับอุตสาหกรรมทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลในเซลล์และสัตว์ทดลอง  คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี ในกระบวนการต่างๆ หากในอนาคตมีการผลิตและวิจัยสกัดออกมาจนไม่มีผลข้างเคียงจะทำให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง  อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้ประเทศไทยขยายตลาดการส่งออกเพื่อหารายได้เข้าประเทศ

folder_openAssigned tags
keyboard_arrow_up