เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

   นายสมเดช  คงกะพันธ์ เกษตรจังหวัดปทุมธานี เตือนให้เกษตรกรชาวนาที่กำลังเพาะปลูกข้าวนาปรังในขณะนี้ ระวังการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เนื่องจากช่วงนี้สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นอย่างมาก 
   โดยปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  คือสภาพอากาศร้อน อุณหภูมิสูง ในนาข้าวมีน้ำขังตลอดเวลา ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มจำนวนได้มาก รวมถึงการปลูกข้าวหนาแน่น ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ใช้พันธุ์ข้าวไม่ต้านทาน ดังนั้นเกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงนา และเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา เพราะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงจำพวกปากดูด สามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล อาศัยกระแสลมช่วย ซึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อน และตัวเต็มวัยจะทำลายข้าวด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนต้นระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลือง ลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวกแห้งตาย เป็นหย่อมๆ เรียกว่า “อาการไหม้ (Hupperburn)” โดยทั่วไปพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอถึงระยะออกรวง นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิกมาสู่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียวแคบและสั้น ใบแก่ช้ากว่าปกติ ปลายใบบิดเป็นเกลียวและขอบใบแหว่งวิ่น
   สำหรับการป้องกันและกำจัด เกษตรจังหวัดปทุมธานีให้คำแนะนำว่า ควรปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี 1, 2 , 60 และ 90/ พันธุ์ปทุมธานี 1, พิษณุโลก 2, และชัยนาท 1 ,2 และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ในแหล่งที่มีการระบาด ให้ควบคุมระดับน้ำในนาได้ หลังหว่าน 2 – 3 สัปดาห์ จนถึงระยะตั้งท้อง โดยควบคุมให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7 – 10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไป จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
   ทำความสะอาด และหมั่นสำรวจแปลงนาเพื่อติดตามสถานการณ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นประจำ เพื่อวางแผนป้องกันและกำจัดล่วงหน้า  ใช้กับดักแสงไฟล่อตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แล้วนำไปทำลาย  หรือฉีดพ่นด้วยเชื้อราบิวเวอเรีย อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม/น้ำ  20 ลิตร พ่นในเวลาเย็น

folder_openAssigned tags
keyboard_arrow_up